บ้านคือที่มั่นแหล่งสุดท้ายของชีวิตผม ทุกครั้งจะแปลกใจมากที่เจอคน “ไม่อยากกลับบ้าน” ผมคิดถึงบ้าน และกำลังจะกลับบ้านในไม่ช้า ระยะทางที่ผมอยู่ตอนนี้ กับจุดหมายปลายทาง ห่างกันราว 630 กิโลเมตร ถือได้ว่าเป็นการเดินทางไกลที่ต้องมีการวางแผนเสมอ
จากนครปฐม ถ้าคุณอยากไปเที่ยวสุราษฎร์ธานี ให้ใช้ถนนเพชรเกษม ผ่านจังหวัดราชบุรี เข้าเขตเพชรบุรี ที่นี่ถ้าไม่อยากรถติดที่แยกเมืองเพชร ก่อนถึงตัวเมือง ให้มองหาสะพานยกระดับตัดข้ามถนนเพชรเกษม เลี้ยวซ้ายเพื่อขึ้นสะพาน จะไปลงอีกฟากของถนนเพชรเกษม คือทางหลวงชนบทหมายเลข3204 ถนนจะเลียบคลองชลประทาน ผ่านหน้าโรงพยาบาลบ้านลาด เจอสี่แยกไฟแดงให้ เลี้ยวซ้ายเข้าตัวอำเภอบ้านลาด ตามป้าย “ถนนเพชรเกษม” ไปเรื่อยๆจะมาถึงแยกท่าศาลา ให้เลี้ยวขวาขึ้นถนนเพชรเกษมมุ่งหน้าไป ชะอำ
ที่ทางแยกบายพาส เลือกใช้ถนนบายพาส ไปหัวหิน-ปราณบุรี ผ่านจังหวัดประจวบ เข้าสู่จังหวัดชุมพร ที่ชุมพร แยกปฐมพร ให้ตรงเข้าสู่ถนนหมายเลข 41 ผ่านอำเภอหลังสวน เข้าสู่สุราษฎร์ธานี ถ้าเลี้ยวขวาที่แยกปฐมพร จะเป็นถนนเลียบชายฝั่งอันดามัน
ก่อนหน้านี้หนึ่งวัน ตัวอำเภอเมืองสุราษฎร์ ฝนตกหนัก ดังนั้น ตรวจเช็คคราวนี้ก็จะเน้นไปที่ความปลอดภัยกับระบบเบรค
- ทำความสะอาดกระจกหน้า กระจกประตูทุกบาน
- กระจกมองข้างซ้าย ปรับให้อยู่ในมุมมองเดินทางไกล (ปกติจะปรับไว้ในเมือง กดลงให้เห็นขอบฟุตบาทนิดหน่อย)
- เติมน้ำฉีดกระจก คู่กับใบปัดน้ำฝน
- ล้างไฟหน้า ไฟตัดหมอก ไฟท้าย ให้เห็นชัดเจน
- ตรวจไฟทุกดวงต้องติด เห็นชัดเจน
- ปลดสิ่งที่ไม่จำเป็น หรือวางแล้วบังทัศนวิสัย เช่น ป้าย “ศิลปากร” ออก
- เก็บขวดน้ำออก เพราะมีสิทธิ์กลิ้งไปมา รบกวนสมาธิ แต่ควรสำรองน้ำไว้กิน หรือเติมน้ำหม้อพักน้ำ เรื่องเดินทางแล้วพกน้ำติดตัวเสมอนี่ติดมาจากพ่อกับย่า คนโบราณไปไหนต้องมีน้ำติดตัว หลงยังไงก็ไม่หิวน้ำตาย
- เตรียมใบสำคัญประจำรถ เพื่อพี่หนวดเรียกตรวจ ใบประกัน กับเบอร์โทรแจ้งประกันก็ควรอยู่ในที่หยิบฉวยได้ทันที
- ไฟฉาย กับถ่านที่มีไฟให้ใช้งานได้
- เก็บของมีค่าที่มองเห็นได้ง่ายไว้ในที่มิดชิด
- ในห้องเครื่อง เช็คระดับน้ำหม้อน้ำ ระดับน้ำมันเบรค ระดับน้ำมันเครื่อง ระดับน้ำมันเกียร์ออโต้
- เช็คความเรียบร้อยของแบทเตอร์รี่ น้ำกลั่นในหม้อแบท
- ตรวจรอยรั่วซึม
- ตรวจลมยาง
- ตรวจไล่ฝ้ากระจกหลัง
สุดท้าย ตรวจคนขับ โดยเฉพาะ “สติ”
คราวนี้ถ้าไม่รีบร้อน จะแวะ twit เป็นระยะๆ
หลังๆมานี้ต้องใช้รถใช้ถนนบ่อยขึ้น แถมค่าน้ำมันก็ใช่ว่าจะถูกเหมือนแต่ก่อน ดังนั้นหลายโครงการที่คิดเอาไว้ในหัว รวมไปถึงโครงการไหว้พระ ก็มีแนวโน้มว่าจะต้องพับเก็บเอาไว้ พูดตรงๆก็คือ “สงสัยปีนี้จะอดเที่ยว”
ผมพยายามค้นหาแนวทางที่จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย เพื่อสะสมเอาไว้ถลุงในยามท่องเที่ยว (เอ๊ะ ยังไงกัน?) โดยเฉพาะเวลาต้องเดินทาง การค้นหาสภาพจราจร เส้นทางที่ควรหลีกเลี่ยง จะช่วยแบ่งเบาภาระที่ต้องจ่ายให้ค่าน้ำมันได้มากโข ตอนนี้ก่อนออกเดินทาง ก็จะใช้วิธีตรวจสอบจาก traffic.thai.net เป็นหลัก รองลงมาก็จะเป็น bkktraffic.com
แต่ลำพังข้อมูลเพียงแค่นั้น ก็ไม่ได้พอเพียงอะไรที่จะประกอบการตัดสินใจได้ “เหมาะสม” ที่สุด
ข่าวดีก็คือ ประเทศไทยกำลังมีองค์กรที่เข้ามาจัดการพวกระบบจราจรและการขนส่ง (ITS) แล้ว แหมมันช่างมาช้าอะไรเช่นนี้ ในขณะที่ ญี่ปุ่น ยุโรป พัฒนาเข้าขั้น “อัจฉริยะ” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
หนึ่งในข้อมูล ที่จะประกอบเป็นระบบจราจรอัจฉริยะ ก็คือ “แผนที่” สำหรับระบบแผนที่ออนไลน์ที่เราใช้งานกันอยู่เป็นที่นิยมก็หนีไม่พ้น Google Maps และ Longdo Map จริงๆยังมีของเอกชนให้บริการอีกแพร่หลาย
ITS นี่กำลังคิดจะจัดทำบริการ API Maps Server สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ความเห็นด้วย ว่าเราสมควรจะทำมันขึ้นมาเองดีหรือไม่ หรือใช้บริการเปิดที่มีอยู่แล้วอย่าง Google Maps กันต่อไป
ข้อคิดเห็นนั้น ถือว่าให้แง่มุมในการพัฒนาซอฟต์แวร์ของไทย ได้พอสมควร หาอ่านได้ที่นี่
http://wiki.nectec.or.th/itswiki/pub/Forum/WebHome/Pub-hearing-API-Map-Server.pdf
สำหรับผมแล้ว สนับสนุนให้ “ทำเอง” แต่ต้องให้ความสนใจกับโครงการนี้ในระยะยาว ไม่ใช้เจอปัญหาหน่อยก็ทำโวยวาย หันไปใช้ของฝรั่งดีกว่า มันจะซ้ำรอย โรงประกอบเครื่องบินไทย หรือหัดดูตัวอย่าง “รถเกาหลี” เอาไว้บ้างก็ได้ ทุกวันนี้รถเกาหลีขายได้ทั่วโลก เป็นอุตสาหกรรมใหญ่ของประเทศ แต่ก่อนเขาก็มีภาพพจน์แบบ “รถมาเล” “รถอินเดีย” เหมือนปัจจุบันนี่แหละ

ที่บ้านผมเคยใช้รถ เปลี่ยนรถมาแล้วหลายครั้ง ด้วยความที่คนในครอบครัวเป็นประเภทชอบลงมือทำเอง มากกว่าจะไปนั่งจ้างใครตามศูนย์บริการ และโดยเฉพาะ มีความรู้พื้นฐานทางด้านเครื่องยนต์กลไกเป็นอย่างดี ดังนั้นรถทุกคันที่อยู่ในการดูแล ก็เหมือนกับได้ “ดูแล” มันจริงๆ ก็คือดูไปจนถึงไส้ในกันเลยทีเดียว
เท่าที่จำความได้ ครอบครัวผมไม่เคยได้มีโอกาสใช้รถยื่ห้ออื่นเลย นอกจาก “นิสสัน” ยี่ห้อหนึ่งใน “บิ๊กทรี” ข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากดินแดนอาทิตย์อุทัย ในระยะเริ่มแรกบุกเบิกตลาดในไทยมากว่าห้าสิบปีโดยกลุ่มสยามกลการ ส่วนในช่วงระยะหลังเป็นต้นมานั้น การดำเนินกิจการในประเทศ อยู่ภายใต้ร่มเงาของบริษัทแม่ไปแล้ว
รถคันแรกที่เราใช้เป็นกระบะบิ๊กเอ็ม รุ่นปี 89 ได้มาจากญาติๆฝ่ายแม่อีกต่อหนึ่ง ใช้งานได้ทนสมคำล่ำลือ แต่ยิ่งอายุมากเข้า ก็เริ่มมีปัญหามากขึ้นพร้อมๆไปกับอายุของมัน
ในช่วงปี 96 เราตัดสินใจออกรถคันใหม่ ย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น มีหลายตัวเลือกในตลาด สุดท้ายแล้วก็มาลงตัวที่ “นิสสัน ซันนี่” (B14) ซึ่งเป็นรถที่สร้างความพึงพอใจ และสร้างมุมมองระหว่างเรากับนิสสันมากขึ้น ในช่วงเวลานั้น ผมมองว่ารถรุ่นนี้เป็นรถที่มีความคุ้มค่ามากที่สุด เท่าที่เราจะหาได้ในช่วงเวลานั้น ครอบครัวผม เรามีเงื่อนไขในการอนุมัติ เพื่อซื้อของชิ้นใหญ่เข้าบ้านอยู่หลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือ “ความพึงพอใจ” ของทุกคนในครอบครัว และที่ขาดไม่ได้คือจะต้องคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป ผมรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่าเราไม่ใช้คนรวย จะซื้ออะไรเกินตัวนั้นไม่ใช่เรื่องที่พึงกระทำ ซึ่งช่วงเวลานั้นเราสามารถคว้ารถในระดับสูงกว่ามาใช้งานได้ แต่เราไม่ทำ และการตัดสินใจ ณ วันนั้น มันส่งผลดีมาถึงผมในวันนี้

B14 Big-Minerchange อายุเกือบหนึ่งทศวรรษ พึ่งจะพาพวกเพื่อนๆที่ทำงาน หนีความวุ่นวาย ไปผ่อนคลายกันที่อัมพวาในช่วงหยุดยาววิสาขบูชา
ผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่ามันเป็นรถที่มีการประกอบ วัสดุ และคุณภาพดีมากที่สุด ณ เวลานั้น ในรถระดับเดียวกัน และเป็นการประกอบที่ “ดีกว่า” รถรุ่นใหม่อย่าง “ทีด้า” น้องใหม่ในครอบครัวเรา น้องสาวของผมบอกว่ามันเป็น “รถไม่มีตูด” คือที่บ้านมีคันนี้เป็นคันแรกที่ใช้รถ Hatchback ความละเอียดในการประกอบนั้นผมถือว่าน้อยกว่าที่ได้พบเจอในรถคันเก่าของเราเป็นอย่างมาก

คอนโซลหน้าที่มีช่องไฟไม่เข้าตาผมเอาซะเลย ทุกครั้งที่มองจะให้ความรู้สึกว่าทำไมยิ่งอยู่ยิ่งหยาบกว่าอดีต
ในช่วงที่เราเป็นลูกค้าของ นิสสัน ซันนี่ ผมมีความรู้สึกที่ดีกับนิสสันมากกว่านี้ โดยเฉพาะสโลแกน “เพื่อนที่แสนดี” ในตอนนั้น ตอนที่สยามกลการยังคงดูแลนิสสันในไทยอยู่ แต่พอมาถึง นิสสัน ทีด้า ในยุคที่บริษัทแม่เข้ามาทำตลาดเองแล้ว ผมมีความรู้สึกว่าช่องว่างระหว่างครอบครัวเรา กับความเป็น “นิสสัน” ที่ใครไม่ได้ใช้เองไม่มีวันได้รู้หรอก มันเริ่มห่างออกไปอย่างน่าใจหาย
ถ้าผมอยากจะสร้างครอบครัว… คงหนีไม่พ้น “ทีด้า ลาติโอ้” แต่หวังว่าวันนั้นคงมาถึงนะ แหะๆ